เลือกหัวข้อสัมมนาเรื่อง Stem fun & Lean สนุกคิด สนุกสร้าง💜
STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) คือการศึกษาใน 4 สาขาวิชาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งมีการนำมาผสมผสานกันเพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงวิทยาศาสตร์และการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ในชีวิตประจำวัน ในการศึกษาแบบ STEM นักเรียนจะได้รับประสบการณ์ในการใช้ความรู้จากทั้ง 4 สาขาในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกจริง โดยเน้นการเรียนรู้ที่เป็น บูรณาการ มากกว่าการเรียนรู้แยกจากกันในแต่ละวิชา
-
วิทยาศาสตร์ (Science)
-
การศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งต่างๆ เช่น โลก สิ่งมีชีวิต และกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ
-
ตัวอย่าง: การศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศหรือการศึกษาพลังงาน
-
-
เทคโนโลยี (Technology)
-
การนำเครื่องมือและกระบวนการที่พัฒนามาใช้ในการแก้ปัญหาและปรับปรุงสิ่งต่างๆ
-
ตัวอย่าง: การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์, ระบบหุ่นยนต์, อุปกรณ์ดิจิทัล, หรือการพัฒนาแอปพลิเคชัน
-
-
วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering)
-
การออกแบบ สร้าง และบำรุงรักษาโครงสร้างและอุปกรณ์ต่างๆ เช่น อาคาร, สะพาน, ยานยนต์ หรือระบบต่างๆ
-
ตัวอย่าง: การออกแบบเครื่องมือใหม่ๆ หรือการสร้างโครงสร้างที่มีความทนทานและปลอดภัย
-
-
คณิตศาสตร์ (Mathematics)
-
การใช้ตัวเลข รูปแบบ และทฤษฎีในการวิเคราะห์และแก้ปัญหา
-
ตัวอย่าง: การคำนวณการเงิน การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการใช้สมการเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
-
จุดมุ่งหมายและความสำคัญของ STEM
-
การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์: ช่วยให้นักเรียนสามารถวิเคราะห์ ปัญหาและหาวิธีแก้ปัญหาจากหลายมุมมอง และใช้เครื่องมือในการหาคำตอบได้
-
การเชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติ: การเรียนรู้ในลักษณะนี้ช่วยให้นักเรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้
-
การส่งเสริมการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์: STEM เน้นการลงมือทำจริง โดยนักเรียนจะได้เรียนรู้จากการทดลองและการสร้างโปรเจกต์ต่างๆ ซึ่งช่วยให้การเรียนรู้มีความหมายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
-
การเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต: ด้วยการเชื่อมโยงทักษะใน 4 สาขา นักเรียนจะมีทักษะที่จำเป็นในโลกยุคปัจจุบันและอนาคต เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับผู้อื่นในทีม และการใช้เครื่องมือที่มีความซับซ้อน
วิธีการสอนในระบบ STEM
การสอนในระบบ STEM ไม่ได้เน้นเพียงแค่การฟังบรรยายเท่านั้น แต่จะมุ่งเน้นไปที่การ ทำโปรเจกต์ ที่ให้นักเรียนใช้ความรู้จาก 4 สาขาในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เช่น การทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ การสร้างหุ่นยนต์ หรือการคำนวณและแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ใช้เทคโนโลยีในการช่วย
การสอนในรูปแบบ STEM ส่งเสริมการ ทำงานเป็นทีม เพราะมักจะต้องทำงานร่วมกันในการวิเคราะห์ข้อมูล หรือการออกแบบสิ่งต่างๆ การมีการ ทบทวนและทดลอง เพื่อเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเรียนรู้
ประโยชน์ของการเรียนรู้แบบ STEM
-
การพัฒนาอาชีพในอนาคต: การเรียนรู้ใน STEM เตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับอาชีพในด้านต่างๆ เช่น วิศวกรรมศาสตร์, การพัฒนาเทคโนโลยี, นักวิจัย, หรือผู้ประกอบการ
-
การพัฒนาแก้ปัญหาที่ซับซ้อน: นักเรียนจะได้ฝึกฝนการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและเรียนรู้วิธีการคิดอย่างมีระบบ
-
การกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์: ด้วยการที่นักเรียนต้องสร้างสิ่งใหม่ๆ หรือแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ไม่เคยมีมาก่อน ระบบ STEM จะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์
-
การเรียนรู้ที่ใช้ประสบการณ์จริง: การเรียนรู้ในลักษณะนี้ทำให้เด็กสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้ในห้องเรียนกับโลกภายนอก และสามารถนำไปใช้ได้จริง
สรุป
STEM เป็นการเรียนรู้ที่บูรณาการสาขาวิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์เข้าด้วยกันเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในโลกยุคใหม่ ซึ่งไม่เพียงแค่เน้นการเรียนรู้แบบทฤษฎี แต่ยังเน้นการทำโปรเจกต์จริง การคิดแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี การทำงานเป็นทีม และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอาชีพในอนาคต STEM จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เด็กๆ สามารถรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์
Comments
Post a Comment